Call : 092-825-1259
ส่งเข้าเตาหลอม! ทองชนิดไหนหลอมได้บ้าง? คู่มือเปลี่ยนทองเก่าเป็นเงินก้อน

ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งของหลายๆ บ้าน มักจะมี “สุสานทองคำ” ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยที่ขาด, แหวนที่บุบ, ต่างหูที่เหลือข้างเดียว, หรือเครื่องประดับลายที่ตกยุคไปแล้ว ของเหล่านี้มีมูลค่าในตัวเอง แต่การจะนำไปขายคืนที่ร้านทองตามสภาพ ก็อาจจะโดนกดราคาจนน่าใจหาย
คำว่า “หลอมทอง” จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจขึ้นมา แต่คำถามสำคัญก็คือ ทองชนิดไหนหลอมได้บ้าง? แล้วทองแบบไหนที่หลอมแล้วคุ้มค่ากว่าการขายเป็นชิ้นจริงๆ วันนี้เราจะมาจำแนกประเภทของทองคำกันแบบชัดๆ ว่าชิ้นไหนควรส่งเข้าเตาหลอมเพื่อปลดปล่อยมูลค่าที่แท้จริงออกมา และชิ้นไหนที่ควรเก็บไว้ในสภาพเดิมจะดีกว่า

ทองรูปพรรณ 96.5%
นี่คือกลุ่มเป้าหมายหลักของการหลอมทองเลยก็ว่าได้ ทองรูปพรรณมาตรฐานไทย ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ, สร้อยข้อมือ, แหวน, หรือกำไล โดยเฉพาะชิ้นที่เก่า, ชำรุด, หรือเสียหายจนไม่สามารถใส่ต่อได้แล้ว คือผู้สมัครเบอร์ต้นๆ ที่ควรค่าแก่การนำไปหลอม
เหตุผลที่ทองรูปพรรณเก่าเหมาะกับการหลอมก็เพราะมูลค่าของมันได้เปลี่ยนจาก “เครื่องประดับ” กลับสู่สถานะ “วัตถุดิบ” โดยสมบูรณ์แล้ว ค่ากำเหน็จหรือค่าแรงฝีมือที่คุณจ่ายไปตอนซื้อได้หายไปกับกาลเวลา เหลือเพียงมูลค่าของเนื้อทองคำล้วนๆ การนำทองที่ขาดหรือบุบไปขายที่ร้านทองโดยตรง ร้านก็จะตีราคาเป็นเศษทองเพื่อนำไปหลอมต่ออยู่ดี ดังนั้นการนำไปหลอมเพื่อประเมินหาเปอร์เซ็นต์ทองที่แท้จริงจึงเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม การหลอมทอง 96.5% ก็เหมือนการวัดดวงเล็กๆ เพราะเปอร์เซ็นต์ทองที่ได้หลังจากการหลอมจะไม่ได้ 96.5% เป๊ะๆ เนื่องจากน้ำประสานทองและโลหะเจือปนอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตจะสูญเสียไปในกระบวนการ โดยทั่วไปมักจะได้เปอร์เซ็นต์ทองสุทธิราวๆ 93-94% ซึ่งโรงหลอมจะใช้ตัวเลขนี้ในการคำนวณราคา
ทองเปอร์เซ็นต์ต่ำและทอง K ยิ่งหลอมยิ่งชัดเจน
กลุ่มนี้คือกลุ่มที่การหลอมทองจะแสดงศักยภาพออกมาได้ดีที่สุด และมักจะเป็นทางเลือกที่ “คุ้มค่ากว่า” การนำไปขายที่ร้านทองโดยตรงอย่างเห็นได้ชัด เพราะมันคือการเปลี่ยนของที่ประเมินราคายากให้กลายเป็นสิ่งที่วัดมูลค่าได้ชัดเจน
ทอง 90% หรือทองกรอบพระ
กรอบพระทองคำส่วนใหญ่ในประเทศไทยทำมาจากทอง 90% เพื่อความแข็งแรงทนทาน การนำกรอบพระเก่าไปขายที่ร้านทองทั่วไปมักจะถูกกดราคาค่อนข้างเยอะ เพราะร้านต้องประเมินความเสี่ยงเรื่องเปอร์เซ็นต์ที่ไม่แน่นอน แต่การนำไปหลอมจะทำให้ได้ก้อนทองที่มีเปอร์เซ็นต์เนื้อทองคำสุทธิที่ชัดเจน ทำให้สามารถคำนวณราคาซื้อขายได้อย่างยุติธรรมตามน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์ที่วัดได้จริง
ทอง K (Karat Gold)
เครื่องประดับจากต่างประเทศหรือแบรนด์เนมบางชิ้นมักจะทำจากทอง K ซึ่งมีสัดส่วนทองคำบริสุทธิ์แตกต่างกันไป
- 18K มีทองคำ 75% (ทอง 750)
- 14K มีทองคำ 58.3% (ทอง 583)
- 10K มีทองคำ 41.7% (ทอง 417)
เครื่องประดับเหล่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขายคืนที่ร้านทองทั่วไปในประเทศไทยแล้วได้ราคาดี เพราะไม่ใช่มาตรฐานที่ร้านคุ้นเคย การนำไปหลอมจึงเป็นวิธีเดียวที่จะสกัดเอาเนื้อทองคำ 75% หรือ 58.3% ที่มีอยู่ออกมา แล้วตีราคาตามน้ำหนักทองคำบริสุทธิ์ที่สกัดได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ให้มูลค่าสูงสุดสำหรับทองประเภทนี้
นาค (Nak)
นาคคือโลหะผสมระหว่างทองคำกับทองแดงในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีสีออกชมพูหรือแดง มีเปอร์เซ็นต์ทองคำไม่แน่นอน การนำเครื่องประดับนาคเก่าไปหลอมก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินมูลค่าเช่นกัน
คำถามที่ว่า ทองชนิดไหนหลอมได้บ้าง? สำหรับกลุ่มนี้จึงตอบได้เลยว่า “ควรหลอมอย่างยิ่ง” เพราะมันคือการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ตีราคายาก ให้กลายเป็นสิ่งที่คำนวณมูลค่าได้ตามมาตรฐานสากล
ทองที่ไม่ควรนำไปหลอมเด็ดขาด
ในทางทฤษฎีแล้ว ทองทุกชนิดสามารถหลอมได้หมด แต่ในทางปฏิบัติ มีทองบางประเภทที่คุณ “ไม่ควร” นำไปหลอมอย่างยิ่ง เพราะการทำเช่นนั้นคือการทำลายมูลค่าที่สูงกว่าของมันทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
ทองคำแท่ง 99.99%
ทองคำแท่งมาตรฐานสากล หรือทองสี่เก้า (Four Nines) มีมูลค่าในตัวเองจากการเป็นที่ยอมรับทั่วโลก, ความบริสุทธิ์ที่การันตีโดยผู้ผลิต, และซีเรียลนัมเบอร์ที่ตรวจสอบได้ การนำทองแท่ง 99.99% ไปหลอมไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้ได้ราคาดีขึ้น แต่ยังเป็นการทำลายสถานะความเป็น “ทองคำแท่งเพื่อการลงทุน” ของมันทิ้งไป ทำให้ขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าเดิมเสียอีก ทองประเภทนี้ควรขายคืนในสภาพเดิมที่ร้านที่รับซื้อทอง 99.99% โดยเฉพาะ จะได้ราคาดีที่สุด
ทองคำแท่ง 96.5% สภาพสมบูรณ์
เช่นเดียวกับทอง 99.99% ทองคำแท่ง 96.5% ที่อยู่ในสภาพดี มีโลโก้และเครื่องหมายครบถ้วน สามารถขายคืนได้ตามราคารับซื้อคืนทองคำแท่งหน้าสมาคมฯ โดยแทบไม่มีการหักค่าใช้จ่าย การนำไปหลอมจะทำให้สถานะของมันเปลี่ยนเป็น “เศษทอง” และถูกตีราคาแบบทองรูปพรรณทันที ซึ่งจะทำให้มูลค่าหายไปประมาณ 5% โดยไม่จำเป็น
เหรียญทองคำสะสม (Numismatic Gold Coins)
เหรียญทองคำบางชนิดมีมูลค่าสูงกว่าราคาเนื้อทองในตัวมันเองหลายเท่าตัว เพราะมันมี “มูลค่าทางการสะสม” (Numismatic Value) ซึ่งขึ้นอยู่กับความหายาก, สภาพความสมบูรณ์, ปีที่ผลิต, และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ การนำเหรียญเหล่านี้ไปหลอมถือเป็นการกระทำที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะมันคือการทำลายสินทรัพย์ของนักสะสมให้เหลือเพียงมูลค่าของวัตถุดิบเท่านั้น ก่อนจะหลอมเหรียญทองใดๆ ควรนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเหรียญประเมินค่าเสียก่อน

ทองชนิดพิเศษอื่นๆ ที่หลอมได้
นอกจากทองที่กล่าวมา ยังมีทองอีกสองประเภทที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง แต่เป็นแหล่งที่มาสำคัญของทองคำในอุตสาหกรรมรีไซเคิล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทองชนิดไหนหลอมได้บ้าง?
- ทองทันตกรรม (Dental Gold) ในอดีตมีการใช้โลหะผสมทองคำในการทำครอบฟันหรือสะพานฟัน เนื่องจากทองคำมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพสูง ไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกาย และมีความทนทาน ทองที่ใช้ในงานทันตกรรมมักจะเป็นทอง K ที่มีเปอร์เซ็นต์แตกต่างกันไป เมื่อรื้อวัสดุอุดฟันเก่าออก ชิ้นส่วนทองเหล่านี้สามารถนำไปรวบรวมและส่งหลอมเพื่อสกัดเอาทองคำกลับมาใช้ใหม่ได้
- ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste) นี่คือเหมืองทองคำแห่งยุคใหม่ที่ซ่อนอยู่ในกองขยะ โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มีการใช้ทองคำบริสุทธิ์ในปริมาณเล็กน้อยเคลือบอยู่บนหน้าสัมผัสหรือในสายสัญญาณเพื่อคุณสมบัติการนำไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม แม้ในอุปกรณ์หนึ่งชิ้นจะมีทองในปริมาณน้อยมาก แต่เมื่อรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณมหาศาล แล้วนำเข้าสู่กระบวนการสกัดและหลอมที่ซับซ้อน ก็จะสามารถรีไซเคิลทองคำกลับคืนมาได้เป็นจำนวนมาก
ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะหลอมทองชิ้นไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวกระบวนการ แต่คือการทำความเข้าใจว่ามูลค่าที่แท้จริงของทองชิ้นนั้นมาจากรูปทรงและเรื่องราว หรือมาจากเนื้อโลหะบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน



